บันทึกแห่งนวนิยาย(จริง)

JOURNAL OF A NOVEL

จอห์น สไตล์แตก

 กลับไปหน้าแรก

 
 
“มติชน” เตือนหยุดขบวนการตีกระทบเบื้องสูง-เปิดภาพธง THAKSIN
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 เมษายน 2551 10:43 น.
ภาพธงชาติไทยขนาดใหญ่ที่มีเขียนคำว่า "THAKSIN" ถูกนำมาติดอยู่บนอัฒจันทร์ของสนามซิตี้ออฟแมนเชสเตอร์สเตเดียมของแมนฯซิตี้ที่มีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นประธานสโมสร
       เผยหลักฐานชัดโบกธงชาติไทยที่มีคำว่า “THAKSIN” ในสนามแมนฯ ซิตี สื่ออาวุโส “เปลว สีเงิน” ระบุไม่เหมาะสม เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์มติชนรายวันที่นำเสนอข่าวเรื่องนี้ พร้อมบทนำเรื่อง “ปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว” ว่ามีการเคลื่อนไหวของฝ่ายที่อ้างตัวเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ต้องการต่อต้านขับไล่เผด็จการ ผลิตสื่อโจมตีประธานองคมนตรี เพื่อต้องการกระทบกระเทียบไปถึงสถาบันเบื้องสูง
       
       หลังจากที่เมื่อวานนี้ (28 เม.ย.) คอลัมน์ “คนปลายซอย” โดยเปลว สีเงิน ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ได้เขียนถึงความไม่เหมาะสมในการนำชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปเขียนบนธงชาติ และโบกสะบัดในสนามซิตีออฟแมนเชสเตอร์ ในนัดที่แมนฯ ซิตีเปิดบ้านพ่ายฟูแลมไป 2-3 และนัดนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ บินจากประเทศไทยไปนั่งชมในสนามในฐานะประธานสโมสรด้วย
       
       ต่อมาวันนี้(29 เม.ย.) หนังสือพิมพ์ “มติชนรายวัน” ได้นำรูปดังกล่าวมาลงในหน้า 1 พร้อมกับพาดหัวว่า "วางดาบตามคำขอแม้ว ปิด 'ไฮ-ทักษิณ' 'ธงชาติ' ติดชื่ออดีตผู้นำหรา" โดย “มติชนรายวัน” รายงานว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบ กรณีที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมที่มีการนำธงชาติไทย เขียนตัวอักษร คำว่า "THAKSIN" บนธงชาติ แล้วนำไปกางที่สนามซิตี้ออฟแมนเชสเตอร์ สเตเดียม ประเทศอังกฤษ จากการตรวจสอบปรากฏว่า ในการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ชิพระหว่างทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี กับฟูแลม เมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา มีการนำธงชาติดังกล่าวไปประดับคู่กับธงประจำสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี บนอัฒจันทร์สนามซิตีออฟแมนเชสเตอร์ สเตเดียม โดยการแข่งขันฟุตบอลนัดนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี ได้เข้าร่วมชมการแข่งขันด้วย โดยนั่งบนอัฒจันทร์ตรงข้ามกับธงชาติดังกล่าว ซึ่งนัดนี้ปรากฏว่าแมนฯ ซิตี เป็นฝ่ายพ่ายไป 2-3 ประตู
       
       และเมื่อ “มติชนรายวัน” ได้สอบถามเรื่องนี้ไปยังนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายพงศ์เทพ กล่าวถึงกรณีนี้ว่า ตนไม่ได้ชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลนัดนั้น และยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าวจึงไม่สามารถให้สัมภาษณ์ได้ แต่จะขอดูภาพก่อนว่ามีการกระทำเช่นนั้นจริงหรือไม่ หากเป็นเรื่องจริงก็จะดำเนินการตรวจสอบต่อไป
       
       “เวลาถ่ายทอดสดฟุตบอลตามปกติก็จะถ่ายนักฟุตบอลที่กำลังแข่งขัน ไม่น่าจะถ่ายตรงอัฒจันทร์ทั้งนี้จะขอดูภาพก่อนถึงจะบอกได้ว่ามีการทำเช่นนั้นจริงหรือไม่ คนที่โบกธงเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติ และธงที่โบกเป็นธงอะไร คนที่เข้าดูฟุตบอลมีจำนวนมากจะไปตรวจตรวจสอบทั้งหมดได้อย่างไร” นายพงศ์เทพกล่าว
       
       นอกจากนั้น วันเดียวกันนี้บทนำของหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ยังเขียนเรื่อง “ปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว” โดยเนื้อหาระบุว่า
       
       แม้กาลเวลาจะล่วงผ่านมากว่าปีครึ่ง นับแต่เกิดเหตุการณ์รัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ประเทศชาติมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ด้วยการผสมกับอีก 5 พรรค นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่การโจมตี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ของคนบางกลุ่มบางพวกยังคงดำเนินต่อไป ล่าสุด เมื่อวันที่ 25 เมษายน วันเดียวกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จัดชุมนุมอภิปรายคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 มีกลุ่มบุคคลยกขบวนไปชุมนุมและโจมตี พล.อ.เปรมที่บ้านสี่เสาเทเวศร์
       
       ความจริงการกระทำที่มีลักษณะบังอาจจาบจ้วงมิได้จำกัดแค่ประธานองคมนตรี ซึ่งเคยถูกมวลชนนำโดยแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ยกขบวนกันไปล้อมบ้านสี่เสาฯ ใช้วัสดุสิ่งของต่างๆ ทุบ ตี ขว้างเข้าใส่บริเวณบ้านและบริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้ยังมีการใช้ตัวหนอนซึ่งเป็นอิฐปูพื้นถนนขว้างเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ จนเกิดการปะทะกันและมีผู้ได้รับบาดเจ็บไปหลายราย แกนนำ นปก.ถูกตำรวจจับกุม ตั้งข้อหาหลายข้อหาและนำตัวไปขังที่เรือนจำลาดยาว บางเขน เหตุเกิดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2550 หากทว่า สถาบันเบื้องสูงก็โดนกระทบไปด้วย และดูเหมือนจะรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ กระทั่ง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเป็นห่วงในโอกาสไปปาฐกถาในงานสัมมนาหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาภาวะผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ความเป็นเลิศหัวข้อ “ยุทธศาสตร์กู้ชาติและเข็มทิศใหม่เพื่อผ่าทางตันทางการเมือง” ที่ศูนย์พัฒนาทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต วันที่ 25 เมษายน ว่ามีขบวนการไม่หวังดี ขบวนการล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า ซึ่งสื่อมวลชนได้นำเสนอเป็นข่าวไปแล้ว
       
       วาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาจากคนบางพวกบางฝ่ายที่อ้างตัวเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ต้องการต่อต้านขับไล่เผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นคำว่า ศักดินา อภิสิทธิ์ชนฯลฯ โดยกระทำผ่านเวทีต่างๆ และเผยแพร่ผ่านสื่ออันหลากหลาย อาทิ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ที่จัดทำขึ้นเป็นกระบอกเสียงของตัวเอง สำนักข่าวต่างประเทศ นิตยสารต่างประเทศ ซีดี เว็บไซต์ แผ่นปลิว แถลงการณ์ ฯลฯ หากมองให้ทะลุลงไปถึงเบื้องลึกเบื้องหลังก็จะพบว่า คนเหล่านี้มีเจตนาต้องการกระทบกระเทียบไปถึงสถาบันเบื้องสูง นับวันแต่จะเหิมเกริมมากขึ้นโดยไม่กริ่งเกรงตัวบทกฎหมายและความรู้สึกของคนไทยทั่วไป คิดเพียงว่า ตัวเองมีสิทธิที่จะพูด จะทำอะไรก็ได้ คนอื่นไม่เกี่ยว ที่น่าเสียดายก็คือ ผู้ที่เป็นแกนนำบางคนยังดำรงตำแหน่งทางการเมือง และมีบบทบาทสำคัญต่อความเป็นไปของบ้านเมืองอยู่ในเวลานี้
       
       รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ใช้เป็นกฎหมายสูงสุด เริ่มมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2475 จนถึงรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ใช้ในขณะนี้บัญญัติว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ (มาตรา 8), พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย (มาตรา 10), การเลือกและแต่งตั้งองคมนตรีหรือการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่งให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย (มาตรา 13) แต่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ความแตกแยกทางความคิด ในระยะ 1-2 ปีมานี้ ทำให้พระมหากษัตริย์ถูกล่วงล้ำก้ำเกินอย่างจงใจมากขึ้นตามลำดับ เป็นการกระทำที่กล่าวได้ว่า เข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายอาญาอย่างชัดแจ้ง แต่ดูเหมือนไม่ค่อยได้มีการดำเนินการตามกฎหมายกันเท่าไร่
       
       คณะรัฐมนตรีทั้ง 36 คน ภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่เพียงแต่จะต้องปฏิบัติตัวให้เป็นแบบอย่างของความจงรักภักดีแด่พระมหากษัตริย์ ทั้งการพูดและการกระทำให้สมกับที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ว่า “ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทุกประการ” (มาตรา 175) ยังจะต้องบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่มีพฤติการณ์ล่วงละเมิดพระมหากษัตริย์อย่างเคร่งครัดและจริงจังไปพร้อมๆ กันด้วย
       
       คนในรัฐบาลของนายสมัครพึงรับรู้ว่า จากเหตุการณ์ในอดีตช่วง 2-3 ปีมานี้ รัฐบาลถูกเพ่งเล็งและถูกกล่าวหาว่า เป็นส่วนหนึ่งของการที่ไม่จงรักภักดี บางคนมีคดีความที่รอการพิสูจน์ในกระบวนการศาลยุติธรรม การต่อสู้อยู่ที่การกระทำในวันนี้ว่าจะปล่อยให้ใครต่อใครจาบจ้วงองคมนตรีและสถาบันเบื้องสูงต่อไป หรือจะลงไปจัดการเพื่อระงับยับยั้งมิให้การกระทำอันมิบังควรเกินเลยไปมากกว่านี้