บันทึกแห่งนวนิยาย(จริง)

JOURNAL OF A NOVEL

จอห์น สไตล์แตก

  กลับไปหน้าแรก

 
  ทักษิณโกหกอีกครั้ง โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ ผมต้องขออภัยท่านผู้อ่านคอลัมน์ “คิดถึงเมืองไทย” วันที่ 19 มิถุนายน 2549 เพราะเกิดความผิดพลาดทางเทคนิค ทำให้ท่านได้อ่านต้นฉบับที่ยังมิได้ปรับปรุงของ “กำนันโต้ง ณ โคราช” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนสุดท้ายที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งดุ้น เดี๋ยวท่านผู้อ่านจะเหมาว่าผมเหมือนใครคนหนึ่งที่ชอบอวดภาษาอังกฤษเสียเหลือเกิน เรื่องมันเป็นหยั่งงี้ครับ เวลาผมได้รับต้นฉบับจากเพื่อนๆ ที่ส่งมาขอความเห็น ผมก็ให้ความเห็นไป เพื่อให้เจ้าตัวนำไปปรับปรุงและนำส่ง นสพ.ด้วยตนเอง แต่คราวนี้ เนื่องจากเวลาจำกัด เพราะประจวบเหมาะกับเวลาที่ศาลจะพิจารณาคำฟ้องทักษิณในวันที่ 19 มิถุนายน พอดี จึงส่งต้นฉบับคืนไปทั้งต้นฉบับเดิมและต้นฉบับที่ปรับปรุงแล้วพร้อมกัน ก็คงไม่เสียหายมากนักนะครับ คิดอีกอย่าง ก็ดีเสียอีก จะได้รู้ว่าการกระทำความผิดหรือบกพร่องเป็นวิสัยของปุถุชน หากรู้จักปรับปรุงแก้ไขทุกอย่างก็จะเรียบร้อย ไม่ใช่เดินหน้าโกหกต่อ วันนี้เราจึงมีโอกาสมาพูดถึงเรื่องทักษิณโกหกกันอีกครั้ง ครั้งต่อไป การจับโกหกทักษิณจะเป็นภาระของกำนันโต้ง มิใช่ของผมและมิใช่อยู่ในคอลัมน์ “คิดถึงเมืองไทย” ขอยกบทความตอนท้ายที่ปรับปรุงจากภาษาอังกฤษทั้งดุ้นมาให้พวกเราอ่านเสียก่อน ดังนี้ *****“ผู้เขียนอยากให้สมาชิก 20 ล้านของพรรคไทยรักไทย และชมรมคนรักทักษิณพากันไปสวดมนต์ภาวนาช่วยทักษิณ และไปฟังการพิจารณาของศาล ณ ศาลอาญาใต้ สนามหลวง ในวันที่ 19 มิถุนายน 2549 นี้ ให้มากๆ จะได้พากันทราบข้อเท็จจริงว่าทักษิณได้ถูกตัดสินว่าโกหกศาลไปแล้วถึง 8 ศาล คือ 3 ศาลในคดีเช็ค และ 5 ศาลในคดีที่ฝรั่งฟ้องกลับ และกำลังจะทำสถิติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามนิสัย “บกพร่องโดยสุจริต” ของเขา ผู้เขียนมองเห็นอีก 2 จุดที่น่าจะตรวจสอบนอกศาล นั่นก็คือ (1) จำนวนสมาชิกพรรค 20 ล้านเป็นความจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการขโมยบัตรมาทำตัวเลขเพื่อขอเงินอุดหนุนจาก กกต. และ (2) นอกจากคดีซุกหุ้น : ซึ่งทักษิณรอดตัวไปอย่างหวุดหวิด น่าจะสันนิษฐานได้หรือไม่ว่ามีการ ซุกคดี อีกเป็นจำนวนมากทั้งในและนอกประเทศไทยตั้งแต่ปี 1994 หรือ 2537 เป็นต้นมา ถ้าหากไม่มีการ ซุกคดี หรือมีการรายงานข้อเท็จจริงโดยไม่ปิดบังหรือแจ้งความเท็จ หรือเป็นความบกพร่องของเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในการตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นรัฐมนตรีแล้ว ทักษิณอาจจะไม่มีสิทธิเป็นรัฐมนตรีในครั้งแรก ตอนที่เขาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2537 ในโควตาพรรคพลังธรรม ถ้าทักษิณไม่ได้เป็นรัฐมนตรีในตอนนั้น เขาอาจจะไม่มีโอกาสเป็นนายกรัฐ มนตรีเลยก็ได้ ในวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 1994 (พ.ศ. 2537) ก่อนที่ทักษิณจะขึ้นเป็นรัฐมน ตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ 6 เดือนเศษ ทักษิณได้ไปให้การในฐานะจำเลย ต่อหน้าศาลสูงมลรัฐวอชิงตัน หรือ THE SUPERIOR COURT OF THE STATE OF WASHINGTON/ IN AND FOR COUNTY OF KING ผู้เขียนมีสำเนาถูกต้องการพิจารณาของศาลทั้งหมดอยู่ในมือ เข้าใจว่าหลักฐานเหล่านี้จะถูกนำมาต่อสู้ในศาลอาญาประเทศไทยในวันที่ 19 มิถุนายน 2549 นี้ด้วย ผู้เขียนขอแปลย่อข้อความบางตอนที่ทนายโจทก์ คือ นาย Paul EKLUND ซักจำเลยคือทักษิณ ชินวัตร เรื่องค่าใช้จ่าย $ 60,000 US ว่าเป็น เงินใต้โต๊ะ (Payoff หรือ Bribe) หรือเป็นเงินค่ารับรอง (Entertainment) ซึ่งทักษิณยืนยันว่าเป็นเงินค่าเลี้ยงรับรอง แต่ฝรั่งไม่เชื่อ เพราะมันเกินกว่าจำนวนที่กฎหมายอเมริกันกำหนด ผู้เขียนจะโยงเรื่องเช่นนี้กลับไปสู่คดี CTX ของสนามบินสุวรรณภูมิในโอกาสต่อไป เพราะขณะนี้กำลังพิจารณาจัดทีมทนายจะฟ้องทักษิณ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจและคณะในศาลสหรัฐฯ ในไม่ช้า ในการซักจำเลย ทนายโจทก์ซัก และจำเลยยอมรับว่าได้มีการแบ่งหน้าที่กันใน Joint Venture ระหว่างทักษิณ และหุ้นส่วนฝรั่ง คือ ฝรั่งจะดูแลเรื่องเทคนิคและบริหาร ทักษิณจะดูแลเรื่องการเมือง “ political side, which meant obtaining a license to get the frequencies” นั่นก็คือการจัดหาคลื่นและใบอนุญาตให้สถานีเคเบิล IBC Q = คือคำถามของ นาย Eklund ทนายโจทก์ A = คำตอบของทักษิณ ชินวัตร Q. (ถ) As part of what you contemplated doing in your part of the Video Link agreement, would that have included a payoff to try to get the license? ที่ท่านจะทำมีทั้งการติดสินบน (payoff) ด้วยใช่หรือไม่ A. (ต) Entertainment. ค่ารับรอง Q. Would that have been $ 60,000 for that amount? หกหมื่นดอลลาร์ใช่ไหม A. I can’t remember. ข้าจำไม่ได้ Q. But there was some sort of, you said, entertainment fee? เป็นค่ารับรอง? A Entertainment. Yes, we have to entertain. ใช่ เราต้องมีการรับรอง Q. That was a successful way to try to get the license? เป็นวิธีที่จะทำให้ได้ใบอนุญาต A Not necessarily. You have to help yourself in terms to be able to abide by the rules and regulations. ไม่แน่เสมอไป ท่านจะต้องช่วยตัวเองด้วย ทำตามกฎและระเบียบการด้วย Q. So it is both. It is both abiding by the rules and showing what Americans call deference to the custom of entertainment? ตกลงทั้งสองอย่าง คือทำตามระเบียบ และพูดอย่างอเมริกันว่า ยืดหยุ่นในเรื่องการรับรอง A Uh-huh, entertainment. ใช่ ใช่ การรับรอง Q. But you don’t remember what the amount was of the entertainment fee? แต่ท่านจำไม่ได้ ว่าจ่ายค่ารับรองเป็นจำนวนเท่าใด A. Quite small to me. It is quite small, not big. If you pay a bribe, it is probably very big. It is not small. สำหรับข้าถือว่าเล็กน้อยมาก ติดสินบนจะต้องมากกว่านี้มาก นี่นิดเดียว Q. A bribe would be large and an entertainment fee would be small? ติดสินบนต้องก้อนใหญ่ งบรับรองต้องนิดเดียว? A Yes. Yes. ใช่ ใช่ Q. WOULD IT SURPRISE YOU IF THERE WERE RECORDS THAT SHOWED THAT IT WAS 60,000 U.S.? ท่านจะแปลกใจไหม ถ้าในบัญชีแสดงว่างบนี้ตั้งหกหมื่นดอลลาร์ A. No, not surprising. That amount is not much. ไม่ ไม่แปลกใจ จำนวนนี้ ไม่มากเลย นี่แหละครับ ทักษิณ ที่วันนั้นไปศาลกับทนายชื่อ Howard D. Stambor และบุคคลเหล่านี้ Temjai Damapong, Somporn Pongswon, Shaanon Suwasin, Pantongtae Shinawatra, William Monson รายสุดท้ายคือ William Monson ได้กลายมาเป็นจำเลยซึ่งชนะความทักษิณมาแล้ว 5 ศาลในประเทศไทย และบัดนี้กลับมาเป็นโจทก์ฟ้องว่าทักษิณโกหกดังกล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนจะนำเสนอให้คณะกรรมาธิการต่างประเทศสอบสวนต่อไปว่า คดีติดสินบนเจ้าพนักงานขาดอายุความหรือยัง มีหลักฐานเป็นเช็คและบัญชีธนาคารของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในสหรัฐอเมริกา ตามรายงานคดีข้างต้น ที่มิได้นำมารายงานในบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองตามกฎหมาย หรือไม่ ก็ใคร่จะถามกันตรงๆ ในตอนจบว่า นี่ใช่ไหมคือการโกหกโดยสุจริต ชาวไทย(รักไทย) ควรจะภูมิใจแล้วหรือที่บุคคลอย่างนี้จะเสนอหน้าเป็นนายกรัฐมนตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (โดย กำนันโต้ง ณ โคราช)” ทั้งหมดก็ชัดเจนดีแล้วนะครับ ต่อไปนี้ผมจะขอเขียนเพิ่มเติมสักเล็กน้อย ผมเขียนเองนะครับ เวลาฟ้องจะได้ไม่ผิดตัว ผมขอพูดเรื่องทักษิณโกหกอีกนิด ผมเคยเขียนเรื่อง “โกหก-ปกปิด-บิดเบือน” ซึ่งเป็นพฤติกรรมปกติของรัฐบาลเกือบทุกรัฐบาล แต่ผมเห็นรัฐบาลทักษิณนำมาเทคนิคดังกล่าวมาใช้อย่างหนักในเรื่อง CTX ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะจบ ถึงแม้รัฐบาลจะดันทุรังจบไปแล้วก็ตาม เพราะหลักฐานต่างๆ ตลอดจนรายงานการพิจารณาของศาลในสหรัฐฯ ยังมีอยู่ครบ แม้แต่เรื่องงบรับรองหรือการไปดูงานและรับของขวัญจากบริษัทผู้ผลิตและตัวแทน ซึ่งเกินกว่าขอบเขตของจริยธรรมและกฎหมายของสหรัฐฯ จะยอมรับได้ ถ้าหากคนไทยในสหรัฐฯ “กำนันโต้ง” และกรรมาธิการของวุฒิสภาชุดรักษาการ ต้องการจะเคลียร์เรื่องนี้จริง ผมยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่ และเชื่อว่าจะนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ ไม่ว่าจะใหญ่คับฟ้าแค่ไหน ผมขอพูดถึงเรื่องการโกหกอย่างมีเทคนิคทางการเมือง ซึ่งอาจจะไม่โจ่งแจ้งถูกศาลจับได้อย่างคาหนังคาเขา เหมือนเขียนเช็คแล้วอ้างว่าไม่ได้เขียน เหมือนยืมของเขามาแล้วตู่เอาว่าเป็นของตนเอง แถมยังฟ้องว่าเจ้าของยักยอกฉ้อโกงเสียอีก ผมเสียดายที่สังคมของเรายังหลงเห่อผู้ที่มีอำนาจและมีเงิน จึงมองข้ามอุปนิสัยและสันดานที่จะทำลายประเทศชาติเพราะความโลภและหลอกลวงของตนเอง ผมอุ่นใจที่อย่างน้อยเราก็ยังมีศาลเป็นที่พึ่งและเชื่อถือได้ เทคนิคการโกหกทางการเมืองที่ผมเห็นว่าอันตรายมหันต์ ก็คือการที่คนหนึ่งคนใดหรือตัวนายกฯ เองไม่ต้องโกหก แต่มีการแสดงเพื่อให้คนตีความผิดๆ หรือการปล่อยข่าวลือผ่านกลไกและเครือข่ายของตน เช่นเรื่องที่ลือกันว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าทักษิณเป็นคนที่ขาดไม่ได้ ในหลวงไม่ยอมให้นายกฯ ลาออก แต่ให้เว้นวรรคสั้นๆ ในหลวงทรงสั่งให้ทักษิณรีบกลับมาทำงาน ในหลวงทรงปรามศาลว่าอย่าทำอะไรกับกกต. 3 นาย ฯลฯ เรื่องเหล่านี้ ผมไม่กล่าวหาว่าทักษิณเป็นคนนำมาโกหกหรอก เพราะมันไม่ใช่ แต่ผมต้องสรุปว่าทักษิณและคณะพรรคเอาประโยชน์จากข่าวลือเหล่านี้ โดยไม่สนใจจะประพฤติตนให้โปร่งใสชัดเจน สมกับเกียรติยศและความรับผิดชอบในตำแหน่งหน้าที่ของตน ผมกลับแปลกใจที่สื่อต่างประเทศรู้เรื่องและรายงานข่าวทำนองนี้ได้ดีกว่าสื่อไทย สื่อไทยเสียอีกที่ตกเป็นเครื่องมือและเป็นผู้สร้างปริศนาให้ข่าวลือกระพือเสียเองโดย เฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม “คนป่า” ที่ใกล้ชิดรัฐบาลในสื่อใหญ่ค่ายหนึ่ง ผมขอยกตัวอย่างหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ วันที่ 27 พฤษภาคมนี้ ที่รายงานพระราชดำรัสต่อศาล และท้าวความถึงการที่ทักษิณเข้าเฝ้า กราบบังคมทูลว่าจะลาออก มิใช่เว้นวรรค พระเจ้าอยู่หัวมิได้ตรัสว่ากระไร เพียงแต่พยักพระพักตร์เท่านั้น (The King simply nod) เมื่อทักษิณกลับมาฉีดยากล่อมประสาทที่ทำเนียบ และคิดเรื่องเว้นวรรคออก ข่าวก็กระจายทันทีว่าในหลวงสั่ง ในสื่อต่างประเทศทุกฉบับ ไม่มีฉบับไหนรายงานว่าเว้นวรรค ทุกฉบับรายงานว่า Resign คือ ลาออกทั้งสิ้น ความเป็นอัจฉริยะของทักษิณนอกจากจะทำให้คนไทยงง เปิดตำราไม่ทันแล้ว ยังสามารถทำความสับสนได้ทั่วโลกอีกด้วย ขณะนี้ต่างประเทศก็ไม่เข้าใจว่าการเป็นนายกฯ ทำไมจึงเข้าๆ-ออกๆ ได้ตามใจทักษิณเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่อวสานของทักษิณจะมาถึง ผมขอมอบของขวัญให้ทักษิณและคณะไทยลักไทยอีกครั้ง จากอมตะวาทะของประธานาธิบดีลินคอล์น ขอแปลเป็นภาษาไทยเสียเลย จะได้ไม่เสียเวลา “ท่านอาจจะหลอกคนบางคนได้ทุกเวลา ท่านอาจจะหลอกคนทุกคนได้บางเวลา แต่ท่านไม่อาจหลอกคนทุกคนได้ทุกเวลา” (ลินคอล์น) __________________

 

 จริยธรรมนักการเมืองกับตำแหน่งนายกฯ ของคุณสมัคร== « เมื่อ: 27-01-2008, 21:50 » -------------------------------------------------------------------------------- เมื่อไหร่นักการเมืองจะเลิกอ้างคำพูด "ผู้ใดถูกกล่าวหายังไม่มีคำตัดสินถึงที่สุด ให้สันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ไว้ก่อน" พรุ่งนี้แล้วครับที่ประเทศไทยอาจได้มี นายกรัฐมนตรี ที่ถูกศาลตัดสินจำคุกไม่รอลงอาญามาก่อนเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งจนป่านนี้ยังพยายามตีความกันอยู่ว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ทั้งที่เพียงสงสัยว่าจะขัดรัฐธรรมนูญ ยังไม่มีการตัดสินชี้ขาด ก็ไ่ม่ควรด้านหน้ามารับตำแหน่งทางการเมืองแล้ว อ.ปราโมทย์ ยังยกตัวอย่างรัฐมนตรีอังกฤษที่ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง เพียงแค่ทราบว่าจะถูกกล่าวหา และยังโยงไปถึงผู้ลี้ภัยหนีหมายศาลไปพำนักที่อังกฤษอีกด้วยครับ ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ที่หน้าบางก็แตกซ่าน ที่หน้าด้านก็เฮโล(1) http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000011008 โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ 27 มกราคม 2551 16:27 น. ท่านผู้อ่านที่เคารพ ผมขอผัด “หากตุลาการเสื่อม ศาลเสื่อม ประเทศชาติก็เสื่อม” ไว้ก่อน มิใช่เพราะผมกลัวคำขู่ ว่าจะหมิ่นอำนาจศาล ผมไม่มีเจตนาจะหมิ่นศาลแม้แต่น้อยอยู่แล้ว แต่บังเอิญเกิดเรื่องสำคัญกว่า คือเรื่องความหน้าด้านของผู้นำการเมือง ซึ่งจะส่งความเสียหายทันตาเห็นแก่บ้านเมือง ส่วนความล้มเหลวของขบวนการยุติธรรมนั้น ถึงแม้แก้เร็วดีกว่าแก้ช้า แต่เมื่อ มันจำเป็นก็(จำต้อง)รอได้ หลายครั้งนานมาแล้ว ผมเคยเปรียบเทียบความรับผิดชอบตามหลักกฎหมายและมาตรฐานทางจริยธรรมของบุคคล 3 ประเภทคือ บุคคลธรรมดา นักบุญ และนักการเมืองว่า แต่ละประเภทไม่เหมือนและไม่เท่ากัน จะใช้มาตรฐานเดียว เหมือนกันหมดไม่ได้ เพราะขอบเขตความเสียหายที่บุคคลต่างประเภทจะก่อขึ้นนั้นต่างกันลิบลับ บุคคลธรรมดา ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ากระทำความผิดจริง นักบุญหรือนักบวช ถูกกล่าวหาหรือสงสัยว่ากระทำความผิด ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผิด จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่สำหรับนักการเมือง ไม่ต้องคอยให้ถูกกล่าวหา เพียงแต่ทำตนให้ต้องสงสัยก็ ให้ถือว่ากระทำความผิด ทั้งนี้ เพราะการกระทำผิดของบุคคลธรรมดานั้น มีผลกระทบโดยตรงต่อผู้เสีย หายในวงจำกัด นักบวชอสัชชีอย่างดีก็ทำให้นิกายมัวหมองและสาวกสาวิกาหม่นเศร้า แต่นักการเมืองคดโกงนั้น กระทบกระเทือนทั้งคนหมดทั้งประเทศ ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ภาษิตจีนจึงมีว่า รัฐบาลไม่ดี เหมือนห่าลงกิน! ดังนั้น มาตรฐานนักการเมือง จึงมิใช่มาตรการทางกฎหมายหรือ “ใบเสร็จ” หรือคำพิพากษา หรือแม้กระทั่ง คำฟ้องศาลเท่านั้น แต่เป็นมาตรฐานทางจริยธรรม ทั้งส่วนตัวบุคคลและส่วนของกลุ่ม ผู้นำการเมืองคนใดและกลุ่มใดที่ไม่มีมาตรฐานทางจริยธรรมถือว่าเป็นนักการเมืองหรือกลุ่มการเมือง “หน้าด้าน” ผู้นำหน้าด้าน ขาดหิริโอตตัปปะ แสวงหาและติดยึดเก้าอี้ เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพรรคพวก จึงอยากเป็น อยากมี อยากอยู่ อยากได้ ไม่ละอายต่อบาป ทำลายเวลา ทำลายทรัพย์สินและสาธารณประโยชน์ของบ้านเมือง คอย แยกย้ายแบ่งกันหากินเป็น “สายๆ” ในโครงการใหญ่ๆ ใส่ถุงมือ ฉีดน้ำยากลบเสียงกันกลิ่น รู้ทีหนีทีไล่ มีที่อาศัยพึ่งพิงอ้างอิง แม้กระทั่งศาลและกฎหมาย ผมเคยถาม อ.ประหยัด หงษ์ทองคำ นักรัฐศาสตร์ชื่อดังว่า “ผู้นำหน้าด้าน..ชาวบ้านควรทำอย่างไร ” อ.ประหยัด ตอบโดยไม่พักต้องคิด “ก็ต้องหน้าด้านกว่าซิวะ” แล้วขยายความต่อว่า ชาวบ้านต้องกล้าด่า กล้าหาเรื่อง กล้าขุดคุ้ย กล้าวิเคราะห์ กล้าทะเลาะ กล้าฟ้อง กล้าฟัด กล้ากัดไม่รู้จักปล่อย ฯลฯ ผู้นำหน้าด้านจึงจะลดจำนวนลง หรือหน้าด้านน้อยลง แต่ปรากฎว่าชาวบ้านทั่วไปหรือแม้แต่สื่อและนักวิชาการในสังคมไทยหน้าด้านไม่พอหรือหน้าบางเกินไป พากันทอดธุระ ทำเป็นทองไม่รู้ร้อนกันเสียหมด ปล่อยให้คนหน้าด้านได้ดี ณ ขณะนี้สังคมไทยกำลังเดินเข้าสู่ห้วงวิกฤต เราอย่าหลอกตนเองเลยว่าการเลือกตั้งของเราสุจริตเที่ยงธรรม กกต.ได้จัดการ ทุกอย่างจนเราจวนจะได้รัฐบาลมาแก้ปัญหาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาปักษ์ใต้ ปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหานักการเมือง คอร์รัปชั่น ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดการเคลื่อนไหวต่อสู้และแตกแยกกัน การเลือกตั้งน้ำเน่ากำลังจะพาเราไปตาย แต่เหมือนกับทุกครั้งในอดีต พวกคนหน้าด้านจะพากันลอยนวล ท่านผู้อ่านอย่าถามผมได้ไหมครับว่าใครบ้างที่เป็นนักการเมืองหน้าด้าน ผมไม่บอกหรอก แต่ผมอยากให้ ท่านผู้อ่านบอกผมต่างหาก ใครบ้าง มีพฤติกรรมอย่างไร และคนเช่นนั้นควรจะจัดการตัวเอง หรือถูกกลุ่ม พรรค หรือสังคม หรือแม้กระทั่งศาลช่วยกันจัดการอย่างไร เพื่อคลายความเครียด ผมขอเล่าเรื่องนักการเมืองอังกฤษให้ท่านผู้อ่านฟังดีกว่า พวกเราชอบอ้างกันดีนักว่า เราลอกระบอบการปกครองมาจากอังกฤษ ไอ้นั่นก็เหมือนกัน ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ไม่จริงหรอก แท้ที่จริงอ้างหน้าด้านๆต่างหาก เมื่อบ่ายวันที่ 24 มกราคม 2551 นี้เอง นสพ.อังกฤษพาดหัวย่อยในหน้าการเมืองว่า Peter Hain resigns after donations row referred to police แปลว่า Peter Hain หรือ ฯพณฯ นายเฮน รัฐมนตรีหลายกระทรวงของอังกฤษ ยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง หลังจากเรื่องเงินบริจาคที่พาดพิงถึงมือตำรวจ นี่เป็นแค่เรื่องซุกเงินบริจาคไม่ใช่ซุกหุ้น จำนวนเงินก็เพียง 100,000 ปอนด์หรือราวๆ 7 ล้านบาท ทำไมเขาจึงต้อง รักษามารยาท และหน้าด้านไม่พอ น่าจะมีคนลองถามท่านผู้นำที่หนีคดีไปอยู่ลอนดอนดู ผมขอเล่าแต่เพียงคร่าวๆ และขอวิงวอนให้ท่านผู้อ่านนำไปคิดเปรียบเทียบกับมารยาทและจารีตของนักการเมืองไทยให้ได้ ความจริงผมไม่อยากแปลหรือลอกภาษาอังกฤษมาทั้งดุ้นเพราะมันเปลืองหน้ากระดาษ แต่ผมเห็นว่ามันจำเป็น เพราะสังคมไทยของเรามีทั้งผู้ฟังและผู้อ่านที่ตะแบง ฟังไม่ได้ศัพท์จับเอามากระเดียด แถมยังมีนักการเมืองชราท่านหนึ่ง ซึ่งผีเจาะปากมาให้พูด สมัยหนุ่มๆ ท่านชอบพูดอ้างโน่นอ้างนี่เรื่องฝรั่งมังค่าเป็นประจำ อาศัยที่ท่านเรียนพาณิชย์อัสสัม และเคยเป็นเสมียนสถานทูตต่างประเทศ และได้ไปดมอเมริกาแถวๆเมืองชิกาโกมา จึงสามารถยกตัวอย่างอ้างสติฟังดู น่าเสื่อมใส ทั้งๆที่ข้างในกลวง อีกอย่างผมหวังว่าท่านผู้อ่านที่ใช้ภาษาอังกฤษจะสามารถนำมาต่อยอดขยายผลให้สังคมไทยได้รับรู้ร่วมกันอย่าง กว้างขวางต่อไป ด้วยการเปิดเว็บไซ้ต์http://politics.guardian.co.uk/funding/story/0,,2246178,00.html อ่านเอาเอง จึงจะเห็นได้ว่าสื่อของเขานำเสนอโดยมีข้อมูลบทความภาคผนวกต่อเนื่องเป็นชุดๆมากมายนับเป็นจำนวนรวมได้แสนๆคำ ต่างกับของไทยซึ่งกลวงทั้งสื่อ ทั้งนักการเมืองและโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิชาการ เชิญครับ “Peter Hain resigned as work and pensions secretary today following the announcement that the Metropolitan police will investigate his failure to declare donations to his deputy leadership campaign worth more than ?100,000. In a statement outside his department, Hain said he felt he had “no alternative” but to quit once he learned he would be the subject of a police investigation into an alleged criminal offence. Gordon Brown said Hain had done the “right and honourable thing”. In the traditional exchange of letters between the prime minister and an outgoing minister, Brown said: “As ever, you have put the country’s interest before your own.” “ปีเตอร์ เฮน ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีแรงงานและบำเหน็จบำนาญหลังจากมีการประกาศว่า ตำรวจนครบาลลอนดอนจะสืบสวนที่เขาละเลยไม่เปิดเผยเงินบริจาคในการหาเสียงเป็นรองหัวหน้าพรรคแรงงาน มูลค่าเกินกว่าหนึ่งแสนปอนด์ ในคำแถลงอย่างไม่เป็นทางการ เฮนกล่าวว่าเขา “ไม่มีทางเลือก” นอกจากการลาออกทันทีที่ได้ทราบว่าเขาจะต้องถูกตำรวจสอบสวนในข้อหามีความผิดทางอาญา นายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์ บอกว่า เฮน ได้กระทำ “สิ่งที่ถูกต้องและมีเกียรติ” ในจดหมายตอบจากนายกรัฐมนตรีถึงรัฐมนตรีที่ลาออกตามประเพณี(การเมืองอังกฤษ)บราวน์เขียนว่า “ท่านได้ยกประโยชน์ของประเทศเอาไว้เหนือประโยชน์ส่วนตัว อย่างที่ท่านเคยปฏิบัติเสมอมา” ฉบับหน้าผมจะนำจดหมายตอบของกอร์ดอน บราวน์มาลงทั้งดุ้น เพื่อกระตุกต่อม “สำนึกรู้” ของอดีตและอนาคตนายกรัฐมนตรีไทย และส่งเสริมความ “รับรู้” ของสังคมไทยให้มีเพิ่มขึ้น แต่ที่สำคัญกว่า คือคำถามที่พวกเราจะต้องช่วยกันตอบวันนี้ ว่า “ผู้นำการเมืองไทยมีไหมคนที่ถูกศาลพิพากษา จำคุกแล้ว ถึงแม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุดก็ตาม มีไหมที่มีความคิดถูกกล่าวโทษทางอาญาแล้ว แต่ยกเอาคติกฎหมายมา อ้างผิดๆว่ายังไม่มีคำพิพากษาว่าผิดก็ต้องถือว่ายังบริสุทธิ์ คนที่อ้างอย่างนี้ พรรคที่อ้างอย่างนี้ สมควรเรียกว่าอะไร “ท่านได้ยกประโยชน์ของประเทศเอาไว้เหนือประโยชน์ส่วนตัว” หรือไม่ การเมืองไทยจะยกระดับสูงขึ้นได้หรือไม่ ศักดิ์ศรีของประเทศไทยจะดีขึ้นหรือไม่ ถ้าประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีพรรค์อย่างนี้ ที่สำคัญที่สุด ท่านผู้อ่านที่เคารพ หรือแม้แต่พรรคการเมืองทุกพรรคและผู้นำการเมืองเกือบทุกคน ต่างก็อ้างว่า ปัญหาสำคัญที่สุดและหนักที่สุดของประเทศไทยขณะนี้ หนึ่งในสองปัญหานั้น คือเรื่อง ความมาสงบในสามจังหวัดภาคใต้ ผมจึงอยากถามใจผู้นำตัวจริงของพรรคที่กุมเสียงข้างมากและพวกพ้องบริวารว่าการตั้งนายกรัฐมนตรีจากบุคคลที่เคยทำงาน เป็นลูกจ้างฝ่ายข่าวของสถานทูตอิสราเอล ศัตรูคู่อาฆาตของโลกอาหรับนั้น จะทำให้การแก้ปัญหาง่ายหรือยากขึ้น หรือแทบจะ เป็นไปไม่ได้หรือไม่ ใครเอ่ยเคยเป็นลูกจ้างสถานทูตอิสราเอลช่วยเปิดโฉมหน้าและรายละเอียดให้สังคมไทยได้ทราบหน่อย เราจะได้ถามกันต่อๆไปว่า “ท่านจะยกประโยชน์ของประเทศเอาไว้เหนือประโยชน์ส่วนตัว” ได้หรือไม่

 

รวมบทความ และข้อคิด ปราโมทย์ นาครทรรพ

ฟังมองอนาคตการเมืองไทยกับ อ.ปราโมทย์ นาครทรรพ