บันทึกแห่งนวนิยาย(จริง)

JOURNAL OF A NOVEL

จอห์น สไตล์แตก

  กลับไปหน้าแรก

 
'สมุดปกขาว'ชี้ซื้อขายหุ้นชินฯผิดกฏหมาย
 
20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549
 
สมุดปกขาวสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติและสภาทนายความ รายงานวิเคราะห์ การทำธุรกรรมซื้อขายหุ้นและหลักทรัพย์กรณีหุ้นชินคอร์ปผิดกฏหมาย เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายความมั่นคงของชาติ

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : สรุปสาระสำคัญของสมุดปกขาว

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และสภาทนายความ
รายงานการศึกษาและวิเคราะห์เรื่อง การทำธุรกรรมซื้อขายหุ้นและหลักทรัพย์กรณีของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)ที่มีการแปลความให้ขัดกับหลักการจัดเก็บภาษีที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายความมั่นคงของชาติ

 1.นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติต้องรู้ดีว่าสถานที่ซึ่งประกอบไปด้วยสถานีวิทยุหรือโทรเลขหรือสถานีส่งหรือรับอาณัติสัญญาณ กล่าวคือสถานีและผังของสถานีภาคพื้นดินของระบบวงจรดาวเทียมและคลื่นของดาวเทียมนั้นเป็นความลับของชาติ ซึ่งไม่อาจเปิดเผยให้กับตัวแทนของรัฐบาลต่างประเทศ ดังนั้นการที่ครอบครัวของนายกรัฐมนตรีได้ยินยอมให้มีการทำการขายหุ้นและให้ตัวแทนของรัฐบาลต่างประเทศเข้ามาทำการตรวจสอบรายละเอียด (Duc Diligence) ถึงทรัพย์สินหนี้สินของบริษัทในเครือทั้งหมดซึ่งต้องได้รู้ถึงสภาพสถานะของทรัพย์สินเช่นว่านั้น ซึ่งเท่ากับว่ามีการกระทำผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 124 ในการเปิดเผยความลับให้กับหน่วยงานของรัฐบาลต่างประเทศ มีผลทำให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงนี้ให้กระจ่างและดำเนินคดีกับตัวการและผู้สนับสนุนทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายหุ้นของบริษัท ชินคอร์ปฯ ในครั้งนี้โดยด่วน

2.จากรายละเอียดที่ทำธุรกรรมเกี่ยวกับการขายหุ้นและเปลี่ยนเป็นหลักทรัพย์ กรณีตามข้อเท็จจริงไม่ว่าจะพิเคราะห์ในตอนซื้อหุ้นของนายพานทองแท้ ชินวัตร และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร หรือตอนขายหุ้นนั้นทั้งสองกรณีมีความรับผิดในทางภาษีอากรทั้งสิ้น เพราะถือว่าบริษัท Ample Rich มีภูมิลำเนาเพื่อการเสียภาษีในประเทศไทย เนื่องจากนายพานทองแท้ ชินวัตร และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร เป็นกรรมการตัวแทนของบริษัทในประเทศไทย การที่ผู้แทนหน่วยราชการมีหน้าที่จัดเก็บภาษีมาชี้แจงแทนผู้เสียภาษีย่อมถือได้ว่าเป็นกรณีที่ไม่ถูกต้องเพราะควรที่จะตรวจสอบให้มีความแน่ชัดและประเมินภาษีอากรกับผู้ที่ต้องเสียภาษีอากรตามเหตุผลที่ได้ชี้แจงไว้ในสมุดปกขาว

3.การร่วมลงทุนของกลุ่มบริษัทในเครือญาติของนายกรัฐมนตรีในสายการบินแอร์เอเชียนั้นเป็นการร่วมลงทุนกับนิติบุคคลสัญชาติลาบวน ซึ่งเป็นเขตพิเศษที่รัฐบาลมาเลเซียตั้งขึ้นบนเกาะลาบวนที่ตั้งอยู่ระหว่างเกาะบอร์เนียวและเกาะโกตากินาบารูให้เป็นเขตปลอดภาษีอากรในทำนองเดียวกันกับที่นายกรัฐมนตรีได้ไปจดทะเบียนก่อตั้งบริษัท Ample Rich ที่ British Virgins Islands ซึ่งเป็นเขตปลอดภาษีของรัฐบาลอังกฤษ นายกรัฐมนตรีเองได้เคยกล่าวเรื่องนี้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2545 ว่าใครที่ไปจัดตั้งบริษัทบนเกาะ British Virgins Islands จะต้องถือว่าเป็นคนไม่รักชาติ

ในขณะที่นายกรัฐมนตรีทราบดีอยู่แล้วว่าตนเองก็ตั้งบริษัท Ample Rick มาตั้งแต่ปี 2542 และในขณะเดียวกันก็ไปร่วมลงทุนกับบริษัทสายการบินซึ่งมีภูมิลำเนาและสัญชาติอยู่บนเกาะลาบวนทำกิจการปลอดภาษีอีก ความสง่างามของนายกรัฐมนตรีดังกล่าวนี้จึงเป็นพฤติกรรมที่น่าสงสัยอย่างยิ่ง

4.กรณีที่ได้มีการแปรสภาพรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทจำกัด (มหาชน) การออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 และกรณีแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 ทั้ง 3 กรณีนี้เป็นการลดคุณค่าทางทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจลงอย่างเห็นได้ชัด โดยลดสถานะของความเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีศักดิ์ศรีในด้านของการให้สัมปทานเหนือกว่าบริษัทธรรมดาและต่อมาให้รัฐวิสาหกิจเสียภาษีในทำนองเดียวกับบริษัทผู้รับสัมปทานรวมทั้งการขยายฐานการถือหุ้นของคนต่างด้าวจาก 25% เป็น 49% เป็นการเพิ่มมูลค่าหุ้นให้กับบริษัททั้งสิ้น

นายกรัฐมนตรีในฐานะเป็นหัวหน้าครอบครัวและหัวหน้ารัฐบาลย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ว่าได้มีการกำหนดวางแผนซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์โดยทางอ้อมจากการดำรงตำแหน่งสร้างความถดถอยให้กับรัฐวิสาหกิจตามขั้นตอนคือ

 1) การแปรสภาพรัฐวิสาหกิจให้เป็นเอกชน

 2) การออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพาสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 และ

3) การออกพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 ได้ทำให้ศักดิ์ศรีและความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าบริษัทเอกชนในสัญญาสัมปทานของรัฐวิสาหกิจให้เสื่อมคุณค่าลงเป็นลำดับ ซึ่งในทางตรงกันข้ามเป็นการสร้างมูลค่าของหุ้นของบริษัทในเครือของครอบครัวตนให้สูงขึ้น ทำให้สามารถขายได้ในราคาสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 73,000 ล้านบาท

ตามขั้นตอนที่วิเคราะห์ไว้ในสมุดปกขาวฉบับนี้ จึงเห็นได้ชัดว่า กรณีเป็นผลประโยชน์ขัดกันอย่างชัดแจ้งและไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและบทกฎหมายที่เกี่ยวกับการป้องกันและป

หมักปากหมา

Posted: 11 November 2007 เมื่อ 2:27pm | IP Logged - bankxmen  

สยึมกึ๋ยรัฐ "ตานฉ่วย มาล้วงโผใช่ไหมครับท่าน"
หมาก  "ถามแบบนี้ อย่าหาว่าหยาบคายนะ เมื่อคืนเสพเมถุนมาหร ือเปล่า"
สยึมกึ๋ยรัฐ "ถามผมเหรอ หรือถามสำนักพิมพ์ของผม"
หมาก "ก็คุณนั่นแหละ เมื่อคืนเสพเมถุนมาหรือไง"
สยึ๋มกึ๋ยรัฐ  "เปล่า ผมเป็นนักข่าว ไม่ใช่อลัชชี จะได้ เสพเมถุน ถามใหม่ เรียนมาหรือเปล่า หรือว่าโง่"
หมาก "อ๋อ ถามใหม่ก็ได้ เมื่อคืนร่วมเพศมาหรือเปล่า"
สยึ๋มกึ๋ยรัฐ  "เปล่า แต่เมื่อคืนก่อนได้ร่วม อยากรู้ไม๊ใช้ท่าอะไร "
หมาก  "พอๆ ที่ถามเนี่ยเพราะต้องการเตือนสติว่าอย่ามาถามเ รื่องส่วนตัวในพรรค จึงได้ย้อนถามเรื่องส่วนตัวเอาบ้าง&nb sp;ยังหน้าด้านมาตอบอีก"
สยึมกึ๋ย " ช่วยไม่ได้ อยากหน้าด้านถามก่อนทำไม ตกลง ตานฉ่ วย มาล้วงโผหรือไม่ ตอบหน่อย"
หมาก "ไม่ตอบโว้ย อย่ามาล้วงแคะแกะเกา"
แนวฉัน  "ที่ถามเพราะเห็นว่า ตานฉ่วย เป็นบุคคลต้องห้า ม"
หมาก "มาจากไหน"
แนวฉัน  "จะไปส่งเหรอ อย่าเลย ไม่หล่อ จมูกน่าเกล ียด"
หมาก "บ้าล่ะสิ ถามว่ามาจากหนังสือพิมพ์อะไร"
แนวฉัน  "อ๋อ ก็ไม่ถามให้ละเอียด มาจาก แนวฉัน&nb sp;ค่ะ ไม่ได้ร่วมกับใครมาสามคืนแล้ว"
หมาก  "ไม่ได้จะถามเรื่องนั้น จะถามว่า แนวฉันแย่เสี ยจนต้องขายตึกเหรอ"
แนวฉัน "แย่จริงค่ะ แต่ไม่ได้ขายตึก"
หมาก "แล้วขายอะไร"
แนวฉัน  "ขายหน้าแกไง แกมันน่าขายหน้านัก เอาซี่  ด่ามาเลย จะลงพิมพ์ทุกคำพูดเลย อัดซีดีขายอีกต่างหาก ด้วย รีบด่ามาเร็ว อย่าให้รอนาน เดี๋ียวไปพิมพ์ ไม่ทัน คนชอบฟังแกด่า มันดี เร๊ว พ่อคุณ&n bsp;รีบด่าเข้า เอาหน้าออกมาขายอีก"
หมาก "?"
แนวฉัน  "เร็วสิ พวกลูกหาบแกหัวเราะใหญ่แล้ว มันหัวเราะชอบใจ แกพูด หรือมันหัวเราะเยาะแกกันแน่วะ มีปรบมือ ก ระทืบเท้าด้วย โอ้ นี่มันกี่ขวบกันแล้วล่ะ"
หมาก "?"
สยึมกึ๋ยรัฐ "เมื่อคืนเสพเมถุนมารึเปล่า"
หมาก "ไม่ใช่พระ"
สยึมกึ๋ยรัฐ "ปากหมา พระเสพเมถุนได้ที่ไหน ต้องอลัชชี"
หมาก "เออๆ นั่นแหละ ไม่ได้ร่วม"
สยึมกึ๋ยรัฐ  "บ่มิไก๊แล้วละสิ ฮิฮิ เมื่อคืนเมียอยู่บ้านหร ือเปล่า"
หมาก "?"
พลังเอาปากชน