สมุดปกขาวสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติและสภาทนายความ
รายงานวิเคราะห์
การทำธุรกรรมซื้อขายหุ้นและหลักทรัพย์กรณีหุ้นชินคอร์ปผิดกฏหมาย
เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายความมั่นคงของชาติ
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :
สรุปสาระสำคัญของสมุดปกขาว
สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
และสภาทนายความ
รายงานการศึกษาและวิเคราะห์เรื่อง
การทำธุรกรรมซื้อขายหุ้นและหลักทรัพย์กรณีของบริษัท ชิน
คอร์ปอเรชั่น จำกัด
(มหาชน)ที่มีการแปลความให้ขัดกับหลักการจัดเก็บภาษีที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายความมั่นคงของชาติ
1.นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติต้องรู้ดีว่าสถานที่ซึ่งประกอบไปด้วยสถานีวิทยุหรือโทรเลขหรือสถานีส่งหรือรับอาณัติสัญญาณ
กล่าวคือสถานีและผังของสถานีภาคพื้นดินของระบบวงจรดาวเทียมและคลื่นของดาวเทียมนั้นเป็นความลับของชาติ
ซึ่งไม่อาจเปิดเผยให้กับตัวแทนของรัฐบาลต่างประเทศ
ดังนั้นการที่ครอบครัวของนายกรัฐมนตรีได้ยินยอมให้มีการทำการขายหุ้นและให้ตัวแทนของรัฐบาลต่างประเทศเข้ามาทำการตรวจสอบรายละเอียด
(Duc Diligence)
ถึงทรัพย์สินหนี้สินของบริษัทในเครือทั้งหมดซึ่งต้องได้รู้ถึงสภาพสถานะของทรัพย์สินเช่นว่านั้น
ซึ่งเท่ากับว่ามีการกระทำผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 124
ในการเปิดเผยความลับให้กับหน่วยงานของรัฐบาลต่างประเทศ
มีผลทำให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงนี้ให้กระจ่างและดำเนินคดีกับตัวการและผู้สนับสนุนทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายหุ้นของบริษัท
ชินคอร์ปฯ ในครั้งนี้โดยด่วน
2.จากรายละเอียดที่ทำธุรกรรมเกี่ยวกับการขายหุ้นและเปลี่ยนเป็นหลักทรัพย์
กรณีตามข้อเท็จจริงไม่ว่าจะพิเคราะห์ในตอนซื้อหุ้นของนายพานทองแท้
ชินวัตร และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร
หรือตอนขายหุ้นนั้นทั้งสองกรณีมีความรับผิดในทางภาษีอากรทั้งสิ้น
เพราะถือว่าบริษัท Ample Rich
มีภูมิลำเนาเพื่อการเสียภาษีในประเทศไทย
เนื่องจากนายพานทองแท้ ชินวัตร และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร
เป็นกรรมการตัวแทนของบริษัทในประเทศไทย
การที่ผู้แทนหน่วยราชการมีหน้าที่จัดเก็บภาษีมาชี้แจงแทนผู้เสียภาษีย่อมถือได้ว่าเป็นกรณีที่ไม่ถูกต้องเพราะควรที่จะตรวจสอบให้มีความแน่ชัดและประเมินภาษีอากรกับผู้ที่ต้องเสียภาษีอากรตามเหตุผลที่ได้ชี้แจงไว้ในสมุดปกขาว
3.การร่วมลงทุนของกลุ่มบริษัทในเครือญาติของนายกรัฐมนตรีในสายการบินแอร์เอเชียนั้นเป็นการร่วมลงทุนกับนิติบุคคลสัญชาติลาบวน
ซึ่งเป็นเขตพิเศษที่รัฐบาลมาเลเซียตั้งขึ้นบนเกาะลาบวนที่ตั้งอยู่ระหว่างเกาะบอร์เนียวและเกาะโกตากินาบารูให้เป็นเขตปลอดภาษีอากรในทำนองเดียวกันกับที่นายกรัฐมนตรีได้ไปจดทะเบียนก่อตั้งบริษัท
Ample Rich ที่ British Virgins Islands
ซึ่งเป็นเขตปลอดภาษีของรัฐบาลอังกฤษ
นายกรัฐมนตรีเองได้เคยกล่าวเรื่องนี้เมื่อเดือนพฤษภาคม
2545 ว่าใครที่ไปจัดตั้งบริษัทบนเกาะ British Virgins
Islands จะต้องถือว่าเป็นคนไม่รักชาติ
ในขณะที่นายกรัฐมนตรีทราบดีอยู่แล้วว่าตนเองก็ตั้งบริษัท
Ample Rick มาตั้งแต่ปี 2542
และในขณะเดียวกันก็ไปร่วมลงทุนกับบริษัทสายการบินซึ่งมีภูมิลำเนาและสัญชาติอยู่บนเกาะลาบวนทำกิจการปลอดภาษีอีก
ความสง่างามของนายกรัฐมนตรีดังกล่าวนี้จึงเป็นพฤติกรรมที่น่าสงสัยอย่างยิ่ง
4.กรณีที่ได้มีการแปรสภาพรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทจำกัด
(มหาชน)
การออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต
พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546
และกรณีแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม
(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 ทั้ง 3
กรณีนี้เป็นการลดคุณค่าทางทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจลงอย่างเห็นได้ชัด
โดยลดสถานะของความเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีศักดิ์ศรีในด้านของการให้สัมปทานเหนือกว่าบริษัทธรรมดาและต่อมาให้รัฐวิสาหกิจเสียภาษีในทำนองเดียวกับบริษัทผู้รับสัมปทานรวมทั้งการขยายฐานการถือหุ้นของคนต่างด้าวจาก
25% เป็น 49% เป็นการเพิ่มมูลค่าหุ้นให้กับบริษัททั้งสิ้น
นายกรัฐมนตรีในฐานะเป็นหัวหน้าครอบครัวและหัวหน้ารัฐบาลย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ว่าได้มีการกำหนดวางแผนซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์โดยทางอ้อมจากการดำรงตำแหน่งสร้างความถดถอยให้กับรัฐวิสาหกิจตามขั้นตอนคือ
1)
การแปรสภาพรัฐวิสาหกิจให้เป็นเอกชน
2)
การออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพาสามิต
พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 และ
3)
การออกพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549
ได้ทำให้ศักดิ์ศรีและความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าบริษัทเอกชนในสัญญาสัมปทานของรัฐวิสาหกิจให้เสื่อมคุณค่าลงเป็นลำดับ
ซึ่งในทางตรงกันข้ามเป็นการสร้างมูลค่าของหุ้นของบริษัทในเครือของครอบครัวตนให้สูงขึ้น
ทำให้สามารถขายได้ในราคาสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 73,000
ล้านบาท
ตามขั้นตอนที่วิเคราะห์ไว้ในสมุดปกขาวฉบับนี้
จึงเห็นได้ชัดว่า
กรณีเป็นผลประโยชน์ขัดกันอย่างชัดแจ้งและไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและบทกฎหมายที่เกี่ยวกับการป้องกันและป